สรุปเปรียบเทียบในแง่ธุรกิจ (Wix vs WooCommerce vs Shopify)

สรุปเปรียบเทียบในแง่ธุรกิจ (Wix vs WooCommerce vs Shopify)

ทั้ง 3 ตัวเลือกสร้างเว็บไซต์สำหรับธุรกิจได้ แต่ต่างกันที่วิธีติดตั้ง การดูแล และความสามารถด้านการขายออนไลน์ ก่อนเลือกจึงควรดูว่าธุรกิจต้องการเว็บไซต์แนะนำบริการ หรือร้านค้าที่มีสินค้าและออเดอร์จำนวนมาก รวมถึงใครจะเป็นผู้ดูแลระบบในระยะยาว

  • Wix (เน้นใช้งานง่าย)
    แพลตฟอร์มสร้างเว็บไซต์สำเร็จรูปแบบลากวาง เหมาะกับเว็บบริษัท เว็บบริการ และเว็บแสดงผลงาน มีเครื่องมือขายสินค้าออนไลน์ด้วย แต่ควรตรวจสอบความต้องการให้ละเอียดหากร้านค้ามีขั้นตอนขายที่ซับซ้อน

  • WooCommerce (เน้นความยืดหยุ่นของร้านค้า)
    ระบบร้านค้าออนไลน์แบบโอเพ่นซอร์สที่ติดตั้งเพิ่มบนเว็บไซต์ เจ้าของธุรกิจเลือกโฮสติ้ง ปรับแต่งหน้าร้าน เพิ่มฟังก์ชัน และเชื่อมต่อระบบอื่นได้มาก เหมาะกับร้านค้าที่มีความต้องการเฉพาะและมีทีมพร้อมดูแลเว็บ

  • Shopify (เน้นเปิดร้านและจัดการการขาย)
    แพลตฟอร์มร้านค้าออนไลน์สำเร็จรูป มีเครื่องมือจัดการสินค้า สต็อก ออเดอร์ และช่องทางขายในระบบเดียว เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการเริ่มขายโดยไม่ต้องดูแลโฮสติ้งเอง

ความแตกต่างหลัก

รูปแบบระบบ

  • Wix: แพลตฟอร์มสำเร็จรูปพร้อมโฮสติ้ง ไม่ต้องติดตั้งระบบเอง

  • WooCommerce: ติดตั้งระบบร้านค้าเพิ่มบนเว็บไซต์ ต้องเลือกโฮสติ้ง ตั้งค่า และดูแลการอัปเดต

  • Shopify: แพลตฟอร์มร้านค้าออนไลน์สำเร็จรูป พร้อมโฮสติ้งและเครื่องมือจัดการร้านค้า

การออกแบบ

  • Wix: ใช้เครื่องมือแบบลากวาง จัดหน้าเว็บได้สะดวก

  • WooCommerce: ออกแบบผ่านธีม เครื่องมือสร้างหน้าเว็บ และการปรับแต่งโค้ดได้ตามความต้องการ

  • Shopify: ออกแบบผ่านธีมและส่วนประกอบของร้านค้า ปรับเลย์เอาต์ได้ตามขอบเขตที่ธีมและระบบรองรับ

ความเป็นเจ้าของและการย้ายระบบ

  • Wix: ไม่สามารถนำตัวเว็บไซต์ไปเปิดใช้งานบนโฮสติ้งภายนอกได้

  • WooCommerce: เจ้าของร้านควบคุมเว็บไซต์และข้อมูลบนโฮสติ้งที่เลือก สามารถสำรองข้อมูลและย้ายโฮสติ้งได้

  • Shopify: สามารถส่งออกข้อมูลบางประเภท เช่น ข้อมูลสินค้า แต่ไม่สามารถนำตัวระบบร้านค้าไปติดตั้งบนโฮสติ้งส่วนตัวได้


ข้อดีและข้อเสียของ Wix

ข้อดี

  1. เริ่มทำเว็บไซต์ได้ง่าย ไม่จำเป็นต้องเขียนโค้ด

  2. มีโฮสติ้งและการดูแลระบบพื้นฐานอยู่ในแพลตฟอร์ม

  3. มีเทมเพลตและเครื่องมือสำหรับแก้ไขหน้าเว็บด้วยตนเอง

ข้อจำกัด

  1. ไม่สามารถย้ายตัวเว็บไซต์ไปใช้โฮสติ้งอื่นได้

  2. การพัฒนาฟังก์ชันเฉพาะทางขึ้นอยู่กับเครื่องมือและขอบเขตที่แพลตฟอร์มรองรับ

  3. ค่าใช้จ่ายอาจเพิ่มขึ้นเมื่อเลือกแพ็กเกจหรือฟังก์ชันเพิ่มเติม


ข้อดีและข้อเสียของ WooCommerce

ข้อดี

  1. ปรับแต่งหน้าร้าน ขั้นตอนการขาย และฟังก์ชันต่าง ๆ ได้มาก

  2. มีส่วนเสริมสำหรับการชำระเงิน การจัดส่ง การตลาด และการเชื่อมต่อระบบอื่น

  3. ควบคุมข้อมูลร้านค้าและเลือกผู้ให้บริการโฮสติ้งได้

  4. เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการพัฒนาร้านค้าออนไลน์ให้ตรงกับกระบวนการทำงานของตนเอง

ข้อจำกัด

  1. ต้องใช้เวลาเรียนรู้การตั้งค่าและการจัดการเว็บไซต์

  2. ต้องดูแลโฮสติ้ง การสำรองข้อมูล ความปลอดภัย และการอัปเดตระบบหรือส่วนเสริม

  3. ค่าใช้จ่ายรวมอาจเพิ่มจากโฮสติ้ง ธีม ส่วนเสริม และค่าดูแลเว็บไซต์

หากทำเว็บไซต์กับ CJ Soft มีบริการดูแลฟรีในปีแรก ส่วนค่าบริการปีถัดไปให้ยึดตามใบเสนอราคา


ข้อดีและข้อเสียของ Shopify

ข้อดี

  1. มีระบบจัดการสินค้า สต็อก ออเดอร์ และรายงานสำหรับร้านค้าออนไลน์

  2. มีโฮสติ้งและระบบพื้นฐานพร้อมใช้งาน ไม่ต้องดูแลเซิร์ฟเวอร์เอง

  3. เพิ่มความสามารถของร้านค้าผ่านแอปได้

  4. รองรับการเชื่อมต่อช่องทางขายเพิ่มเติมตามเครื่องมือและแพ็กเกจที่เลือก

ข้อจำกัด

  1. มีค่าแพ็กเกจต่อเนื่อง และแอปบางรายการมีค่าบริการเพิ่ม

  2. อาจมีค่าธรรมเนียมธุรกรรมเพิ่มเติมเมื่อใช้ผู้ให้บริการชำระเงินภายนอก โดยขึ้นอยู่กับประเทศและแพ็กเกจ

  3. การปรับแต่งหน้าตาและขั้นตอนบางอย่างขึ้นอยู่กับโครงสร้างธีมและข้อกำหนดของแพลตฟอร์ม

  4. หากเว็บไซต์ไม่ได้เน้นขายสินค้า เครื่องมือจัดการร้านค้าหลายส่วนอาจเกินความจำเป็น